Secondary

Languages

คำถามที่พบบ่อย

กองทุนฯ มีนโยบายให้กู้ยืมกับนักเรียน นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือศึกษาในสาขาที่เป็นความต้องการหลักและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ กรณีมีความประสงค์ขอกู้ยืมเงิน สามารถลงทะเบียนขอรหัสผ่านที่ Website ของกองทุนฯ

  1. กรอกแบบฟอร์มการขอกู้ยืมเงินใน Website ของกองทุนฯ ภายในระยะเวลาที่กองทุนฯกำหนด (ดูประกาศกำหนดเปิดระบบประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป)
  2. นักเรียน/นักศึกษา จะได้รับการอนุมัติให้กู้ยืมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานศึกษาพิจารณา เนื่องจากกองทุนฯ ได้มอบอำนาจให้ทางสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาในการกู้ยืมโดยตรง
  3. โปรดตรวจสอบเงื่อนไขการกู้ยืมที่หน้า Website ของกองทุนฯ เช่น เกรดเฉลี่ยสะสม ,ชั่วโมงจิตอาสา,รายได้ของครอบครัว เป็นต้น

ผู้กู้สามารถตรวจสอบยอดหนี้ด้วยตนเองได้ ดังนี้
กรณีทำสัญญากับธนาคารกรุงไทย  https://www.e-studentloan.ktb.co.th/STUDENT/jsp/ESLLand.jsp
กรณีทำสัญญากับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย https://www.e-studentloan.ibank.co.th/ESLLogin.do​

สำหรับในส่วนที่ผู้กู้ยืมชำระเพิ่มกองทุนฯ จะนำไปลดหนี้จากเงินต้นคงเหลือ จะทำให้ผู้กู้ยืมเสียดอกเบี้ยน้อยลงและหนี้หมดเร็วขึ้น แต่อัตรารายเดือนที่หักจะยังคงเป็นอัตราเดิม 

หลังจากได้รับหนังสือแจ้งให้หักเงินดือนของผู้กู้ยืมจากกองทุนฯ นายจ้างสามารถดำเนินการหักนำส่งเงินตามขั้นตอนต่อไปนี้

สมัครขอใช้ระบบ e-PaySLF

1. สมัครสมาชิกยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ภ.อ.01 ของกรมสรรพากร (E-Filing)

2. เพิ่มรายการนำส่ง กยศ.

ขั้นตอนการนำส่งเงิน

1. เข้าสู่ระบบ e-PaySLF เพื่อรับข้อมูลรายชื่อและจำนวนเงินที่ต้องหักจากระบบ

2. บันทึกรายการและจำนวนเงินที่หักได้เข้าสู่ระบบ

3. พิมพ์ชุดชำระ (Pay in slip) และนำไปชำระตามช่องทางที่กำหนด

ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาจากคู่มือแนะนำในระบบ

 

  • ท่านต้องลงทะเบียนและรับรหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบ
  • ท่านต้องให้ข้อมูลที่เป็นความจริงตรงกับข้อมูลที่สำนักงานทะเบียนราษฎร์ ระบบจะตรวจสอบข้อมูลบุคคลของท่านกับสำนักทะเบียนราษฎร์ หากไม่ตรงกันท่านจะไม่สามารถยื่นคำขอกู้ผ่านระบบได้
  • ท่านควรเป็นผู้ทำรายการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง และรักษารหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบไว้เป็นความลับเพื่อป้องกันการแอบอ้างการเข้าสู่ระบบ
  • ท่านควรใช้โปรแกรม Internet Explorer Version 6, 8, 10 และ 11 เท่านั้น ในการเข้าสู่ระบบ

นายจ้างต้องยื่นแบบทาง Internet นำส่งผ่านระบบสารสนเทศของกรมสรรพากร (e-PaySLF) ภายในระยะเวลาการนำส่งภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

หลังจากนายจ้างได้รับหนังสือจากกองทุนแจ้งให้หักเงินเดือนของผู้กู้ยืม นายจ้างสามารถดำเนินการหักนำส่งเงินตามขั้นตอนต่อไปนี้

สมัครขอใช้ระบบ e-PaySLF

1. สมัครสมาชิกยื่นภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ภ.อ.01 ของกรมสรรพากร (E-Filing)

2. เพิ่มรายการนำส่ง กยศ.

ขั้นตอนการนำส่งเงิน

1. เข้าสู่ระบบ e-PaySLF เพื่อรับข้อมูลรายชื่อและจำนวนเงินที่ต้องหักจากระบบ

2. บันทึกรายการและจำนวนเงินที่หักได้เข้าสู่ระบบ

3. พิมพ์ชุดชำระ (Pay in slip) และนำไปชำระตามช่องทางที่กำหนด

ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาจากคู่มือแนะนำในระบบ

 

 
ธนาคารกรุงไทย KTB ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (IBANK)

1.ชำระโดยหักบัญชีเงินฝาก
- บัญชีเดียวกับที่ได้รับโอนเงินค่าครองชีพครั้งสุดท้ายหรือบัญชีออมทรัพย์อื่นที่ผู้กู้ยืม
ประสงค์ให้หักบัญชีเพื่อชำระหนี้โดยให้ถือว่าการบันทึกรายการในสมุดเงินฝากของ
ผู้กู้ยืมเงินเป็นหลักฐานการชำระหนี้

1. ชำระโดยหักบัญชีเงินฝาก
- บัญชีเดียวกับที่ได้รับโอนเงินค่าครองชีพครั้งสุดท้ายหรือบัญชีออมทรัพย์อื่นที่ผู้กู้ยืมประสงค์ให้หักบัญชีเพื่อชำระหนี้โดยให้ถือว่าการบันทึกรายการในสมุดเงินฝากของ
ผู้กู้ยืมเงินเป็นหลักฐานการชำระหนี้ 1
2. ชำระผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคาร
- โดยให้ถือว่าใบรับเงินการชำระหนี้กองทุนฯ   เป็นหลักฐานการชำระหนี้ โดยระบุกองทุน
เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน จำนวนเงินที่ชำระ
และลงลายมือชื่อ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งให้ถือว่าใบรับเงินเพื่อชำระหนี้ เป็นหลักฐานการชำระหนี้
2. ชำระผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคาร
- โดยให้ถือว่าใบรับเงินการชำระหนี้กองทุนฯ    เป็นหลักฐานการชำระหนี้ โดยระบุกองทุน
เงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน จำนวนเงินที่ชำระ
และลงลายมือชื่อ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งให้ถือว่าใบรับเงินเพื่อชำระหนี้ เป็นหลักฐานการชำระหนี้
3. ชำระหนี้ทางตู้ ATM
- ใช้เลขบัตรประชาชนเป็นรหัสทำรายการ โดยให้ถือว่าสลิป ATM เป็นหลักฐานการ
ชำระหนี้
3. ชำระหนี้ทางตู้ ATM
- ใช้เลขบัตรประชาชนเป็นรหัสทำรายการ โดยให้ถือว่าสลิป ATM เป็นหลักฐานการ
ชำระหนี้
4. ชำระหนี้ทาง Internet ผ่าน KTB Online
- ผู้กู้ยืมสามารถสอบถามรายละเอียด วิธีการชำระหนี้ได้ที่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ให้ถือว่า Statement ของบัญชีที่แจ้งความประสงค์ชำระหนี้ เป็นหลักฐานการชำระหนี้
 
5. ชำระหนี้ผ่านโทรศัพท์มือถือ
- ผู้กู้ยืมเงินต้องสมัครใช้บริการผ่านตู้ ATM KTB และสาขาของธนาคาร ให้ถือว่า
Statement ของบัญชีที่แจ้งความประสงค์ชำระหนี้ เป็นหลักฐานการชำระหนี้
 
6. ชำระหนี้ผ่านระบบกรุงไทย (Tele bank (1551)
- เป็นช่องทางที่ผู้กู้สามารถโทรศัพท์เข้ามาทำรายการหักบัญชีเงินฝากชำระหนี้ได้
โดยสามาระชำระหนี้มากกว่าหรือเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนเงินก็ได้ ทั้งนี้ผู้กู้ต้อง
สมัครใช้บริการที่สาขาของธนาคารกรุงไทยที่ผู้กู้เปิดบัญชี
 

*ผู้กู้ยืมได้รับโอนเงินจากธนาคารใดต้องนำเงินไปชำระหนี้ที่ธนาคารนั้น

  • บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้กู้ยืมจะต้องนำใบแจ้งหนี้ไปติดต่อบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัดและสามารถชำระหนี้ได้ภายในวันที่ที่ระบุในใบแจ้งหนี้เท่านั้น
  • บริษัทเคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ผู้กู้ยืมต้องนำใบแจ้งหนี้ไปติดต่อ บริษัทเคาน์เตอร์ เซอร์วิส จำกัดและชำระหนี้ได้ภายในวันที่ที่ระบุในแจ้งหนี้เท่านั้น โดยผู้กู้ยืมสามารชำระผ่านสาขาที่ให้บริการรับชำระเงินผ่านร้านสะดวกซื้อ (7-ELEVEN) และสาขาที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในร้านสะดวกซื้อรวม 9,300 สาขา
  • ชำระหนี้ด้วยรหัสการชำระเงิน (Barcode) ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสและไปรษณีย์ไทย ธนาคารไทยพานิชย์ ธนาคารทหารไทย ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

โดยผู้กู้ยืมสามารถพิมพ์รหัสการชำระเงิน (Barcode) ที่หน้าตรวจสอบยอดหนี้ของตนเองที่ผู้กู้ยืมทำสัญญาที่ www.studentloan.or.th เลือกตรวจสอบยอดหนี้ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พิมพ์รหัสการชำระหนี้ Barcode (ค่าธรรมเนียมการชำระ 20 บาท)
*กรณีกลุ่มผู้กู้ยืมอื่นๆ นอกเหนือจาก ผู้กู้ยืมปกติ สัญญา 15 ปี จะไม่สามารถพิมพ์รหัสการชำระเงิน (Barcode) ได้

อ่านรายละเอียดช่องทางการชำระหนีัเพิ่มเติมได้ที่ https://www.studentloan.or.th/th/highlight/1548321901

ผู้กู้ยืมสามารถตรวจสอบยอดหนี้ได้ 2 วิธี คือ

  1. ตรวจสอบยอดหนี้จากเว็บไซต์ของกองทุนฯ http://www.studentloan.or.th โดยผู้กู้ยืมสามารถตรวจ สอบยอดหนี้ ณ ปัจจุบันได้ด้วยตนเอง
  2. สามารถสอบถามยอดหนี้ที่ต้องชำระได้ที่หน้าเคาน์เตอร์ บมจ.ธนาคารกรุงไทย/ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม) ก่อนชำระคืนจะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากยอดหนี้ที่ได้รับแจ้งหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารฯ นั้น จะเป็นยอด ณ ปัจจุบัน ทั้งนี้ ในการชำระหนี้ผู้กู้ยืมจะต้องเพิ่มเงินในส่วนของค่าบริการหรือค่าธรรมเนียม 10 บาท จากยอดที่จะต้องจ่ายไปด้วย เช่น ยอดที่จะต้องชำระหนี้ 1,000 บาท ผู้กู้ยืมจะต้องชำระหนี้ 1,010 บาท

องค์กรนายจ้างจะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนได้ต่อเมื่อกองทุนได้แจ้งต่อนายจ้างอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น โดยกองทุนจะแจ้งเป็นจดหมายในระยะแรก แต่ในอนาคตเมื่อระบบเชื่อมต่อก็สามารถแจ้งผ่าน Internet ได้  

สามารถทำได้โดยการติดต่อกลับมาที่กองทุน โดยกองทุนจะดำเนินการปรับปรุงยอดชำระหนี้ให้

           1. นายจ้างมีหน้าที่ในการหักเงินเดือนพนักงานและลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืม กยศ. เพื่อนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดระยะเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด 
           2. กรณีที่นายจ้างไม่ได้หักเงิน หรือหักแต่ไม่ได้นำส่ง หรือนำส่งแต่ไม่ครบตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ หรือหักและนำส่งเกินกำหนดระยะเวลา นายจ้างจะต้องรับผิดชอบชดใช้เงินที่ต้องดำเนินการหักนำส่งและจ่ายเงินเพิ่ม 2% ต่อเดือนของจำนวนเงินดังกล่าว ยกเว้นมีเหตุผลที่ไม่ใช่ความผิดของนายจ้าง ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นไม่สามารถดำเนินการได้ตามเงื่อนไขดังกล่าว ขอให้แจ้งเหตุผลความจำเป็นให้กองทุนพิจารณาเป็นรายกรณีไป

ผู้กู้ยืมที่ประกอบอาชีพอิสระต้องชำระหนี้ตามสัญญาด้วยวิธีการและช่องทางเดิม แต่เมื่อใดที่เปลี่ยนงานและมีนายจ้างก็จะต้องถูกหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้เช่นกัน 

กรณียังไม่เคยสมัครสมาชิก นายจ้างต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.rd.go.th คลิกไปที่ >> ยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ต >>

 ยื่นแบบภาษีประเภทอื่น >> สมัครสมาชิก >> กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนพร้อมยื่นเอกสารที่กรมสรรพากร

 

 

  1. ผู้กู้ยืมเงินต้องชำระเงินกู้ยืม พร้อมทั้งดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดร้อยละ 1 ต่อปี โดยต้องคืน ให้กองทุนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี นับแต่วันที่ต้องเริ่มชำระหนี้
  2. ให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้งวดแรก ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม หลังจากครบระยะเวลาปลอดหนี้ โดยให้ชำระหนี้คืนเฉพาะเงินต้นในอัตราร้อยละ 1.5 ของวงเงินที่ได้กู้ยืม
  3. การชำระหนี้งวดต่อๆไปให้ผู้กู้ยืมเงินชำระเงินต้นคืน ตามอัตราผ่อนชำระที่กองทุนกำหนด พร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใด ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีของเงินต้นที่คงค้าง ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี
  4. หากผู้กู้ยืมเงินผิดนัดชำระหนี้ ผู้กู้ยืมเงินจะต้องชำระค่าปรับ หรือค่าธรรมเนียมจัดการกรณีผิดนัดชำระหนี้ตามอัตราที่กองทุนกำหนด
  5. ผู้กู้ยืมเงินที่มีความประสงค์จะขอชำระหนี้คืนก่อนครบกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ หรือก่อนครบระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี สามารถชำระคืนได้โดยไม่เสียดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใด

หมายเหตุ
(ก)ให้ผู้กู้ยืมเงินไปติดต่อแสดงตน ขอชำระหนี้ และเลือกวิธีการผ่อนชำระเป็นรายปี หรือรายเดือนกับผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมได้ทุกสาขาก่อนที่จะครบระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี
(ข)กรณีผู้กู้ยืมเงินยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่ไม่ได้กู้ยืมในปีการศึกษาใด ต้องแจ้งสถานภาพการศึกษาต่อผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมโดยให้นำใบรับรองจากสถานศึกษา และเลขบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้กู้ไปแสดงทุกปีจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

คือหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืม กยศ. หรือ กรอ. ตามจำนวนที่กองทุนฯ แจ้งให้ทราบ และนำส่งกรมสรรพากร เพื่อชำระเงินหนี้เงินกู้ยืม